บทที่ 10 ตอนที่ 5 อำมหิต 2

พริบตานั้น ซิงเยว่ก็กำข้อเท้าของซิวอิ๋งไว้แน่น            เล็บแหลมคมมิต่างจากเล็บเหยี่ยวเหนี่ยวรั้งแล้วฉุดกระชาก ลากร่างของซิวอิ๋งให้ล้มทั้งยืนลื่นไถลลงน้ำทันที

“อ๊ะ! อึก”

เสียงร่างบางตกกระแทกพื้นดินดังเพียงอึดใจก็เงียบหายไป มิต่างจากลมราตรีโชยวูบผ่าน

ใต้ม่านน้ำ ซิวอิ๋งเบิกตาตะลึงลาน ร่างทั้งร่างชะงักงัน

ฝ่ายซิงเยว่นั้น มือหนึ่งรวบลำคอของซิวอิ๋งกำแน่น อีกมือหนึ่งจับศีรษะของซิวอิ๋งแล้วกดลงน้ำให้ลึกลงเรื่อยๆ ทั้งยังลากอีกฝ่ายให้ลอยจากริมตลิ่ง ไกลออกไป

หญิงสาวประดุจมัจฉาตัวเขื่องน่าขยาดที่ต้องการลากเหยื่อลงมาขย้ำแล้วกลืนกินมิให้เหลือซากภายใต้ม่านน้ำ

ไม่นาน เหยื่อโชคร้ายพลันกลายเป็นอาหารอันโอชา ถูกนางปีศาจวารีสูบวิญญาณจนแน่นิ่งจมดิ่ง...

สองวันต่อมา ศพของซิวอิ๋งก็ลอยอืดขึ้นมาให้เห็นตรงข้างใบบัวในสระฝั่งบูรพา

ไม่มีใครรู้ สาวใช้นางนี้ตายได้อย่างไร...

เมื่อซิงเยว่ผู้นอนร่วมห้องถูกพ่อบ้านเรียกไปไต่ถาม นางก็ทำหน้าซื่อตาใส ปฏิเสธเสียงเบาหวิวว่า

“บ่าวไม่รู้เจ้าค่ะ คืนก่อนหลังจากปรนนิบัตินายน้อยเสร็จแล้วกลับมาก็ไม่เห็นซิวอิ๋งแล้ว บ่าวนึกว่าอีกฝ่ายคงไปคุยเล่นกับสาวใช้อีกห้องหนึ่ง เห็นพวกนางสนิทสนมกันดี ผิดกับท่าทีที่มีต่อบ่าว พวกนางคงนอนด้วยกัน มิคิดว่า...”

ขณะเอ่ยยังทำไหล่สั่น เค้นน้ำตาออกมาสองหยด ท่าทางของซิงเยว่ไม่ต่างจากลูกกวางน้อยตื่นกลัวเลยสักนิด

นัยน์ตาที่สะท้อนแสงเทียนสีนวลมีน้ำปริ่มเอ่อคลอ ท่าทางอ่อนแอบอบบางเสียจนบุรุษใดมาเห็นก็นึกอยากปกป้องถนอมไว้

สาวใช้อีกคนที่อยู่ร่วมห้องเดียวกันกลัวจนลนลานจึงรีบเออออ “ใช่ๆ บ่าวก็คิดเช่นเดียวกับซิงเยว่เจ้าค่ะ”

ซิงเยว่จึงหันมองคนร่วมห้องอย่างเห็นอกเห็นใจกันและกัน ก่อนหันมองพ่อบ้านเหิงด้วยสายตาตัดพ้อน่าสงสาร

เนตรงามฉ่ำชื้นดุจบุปผาบอบช้ำนั้นทำคนรู้สึกอยากโอบอุ้มยิ่งนัก พ่อบ้านเหิงให้รู้สึกเวทนาขึ้นมาครามครัน พลันคิดว่าไม่ใช่ฝีมือของซิงเยว่แน่นอน ต่อให้ก่อนหน้านั้นอีกฝ่ายเคยตีม่านเหนียงก็ตาม

สตรีแน่งน้อยอ่อนแอบอบบางทั้งน่าสงสารนางนี้ แม้แต่แรงเชือดไก่คงยังไม่มีกระมัง จะถึงขั้นฆ่าคนได้อย่างไร คงแค่มีนิสัยโมโหร้ายเท่านั้น ไม่มีทางทำร้ายใครถึงตายแน่ๆ

พ่อบ้านเหิงครุ่นคิดจนได้ข้อสรุป เขาจึงถอนหายใจ “เอาล่ะ! หยุดร้องไห้เสีย เจ้าออกไปเถิด ให้คนอื่นเข้ามา”

“ขอบคุณท่านพ่อบ้านผู้เปี่ยมเมตตา ทรงคุณธรรม” ซิงเยว่ยกมือปาดน้ำตาเบาๆ ค่อยๆ ลุกขึ้นแล้วเดินจากไปด้วยท่าทางบอบบาง สายตาโศกเศร้าชวนปวดใจ

หลิวไท่หยางที่นั่งนิ่งรับฟังและรับรู้ทุกการสอบสวนในตำแหน่งประธานโถงถึงกับมุมปากกระตุก

ยิ่งเห็นมารยาสาไถยอันกลิ้งกลอกไม่ต่างจากจิ้งจอกก็ยิ่งมั่นใจในความคิดตน

แม้มิรู้ว่าสาวใช้ผู้นั้นทำสิ่งใดให้ซิงเยว่โกรธเคือง หากแต่เขารู้จักซิงเยว่ดีกว่าใคร

ไม่เสียชื่อที่เป็นถึงนายหญิงแห่งค่ายโจรจันทราแดง โหด โฉด เถื่อน เลือดเย็น นิยมการเข่นฆ่าอำมหิตอำพราง

อาวุธประจำกายของนางหาใช่ดาบกระบี่หอกธนู แต่กลับถนัดที่สุดคือฆ่าคนด้วยมือเปล่า

แน่นอนว่าซิงเยว่ไม่นิยมทำร้ายใครก่อน ยิ่งไม่ฆ่าคนโดยไร้เหตุผล ต่อให้ความจำเสื่อม สูญสิ้นวรยุทธ มิรู้ตัวตน

แต่สตรีที่ร้ายที่สุดล้วนเป็นนางนั่นล่ะ!

ชายหนุ่มตัดสินใจลุกขึ้นยืนด้วยท่าทางเกียจคร้าน โบกมือเบาๆ กล่าวเสียงเนือยว่า “ไม่ต้องสอบสวนแล้ว จัดการฝังศพให้ดี แจ้งไปทางครอบครัวของสาวใช้นางนี้ แล้วมอบเงินให้มากหน่อย ดูแลครอบครัวอย่าให้ตกหล่น”

พ่อบ้านเหิงได้ยินพลันให้รู้สึกเหมือนยกภูเขาลูกใหญ่ออกจากอก อันที่จริงแค่ทาสคนหนึ่งตายไปไม่นับเป็นอันใด มิใช่ว่าไม่เคยมีใครถูกโบยตายเสียหน่อย

เพียงแต่ยามนี้มีนายน้อยมาพำนักพักผ่อน จะมิให้เขาตื่นตระหนกลนลานจนต้องลุกขึ้นมาจัดการไต่สวนอย่างเป็นขั้นเป็นตอนได้อย่างไร

หากเป็นยามปกติ แค่สาวใช้ต่ำต้อยพลัดตกน้ำตาย เขาแค่สั่งให้คนห่อศพเอาไปทิ้งที่สุสานร้างก็สิ้นเรื่องแล้ว ไหนเลยจะต้องเรียกคนมาสอบถามเช่นนี้ ยิ่งไม่มีทางสนใจหรือดูแลครอบครัวให้ เสียเวลาจริงๆ

ดึกสงัด รอบด้านเงียบกริบ มีเพียงเสียงลมโชยกรีดอากาศซึ่งคงมีแค่แมลงกลางคืนที่ได้ยิน

บนเตียงในห้องปีกข้างเรือนพักผ่อนของบ่าวรับใช้ เงาร่างอรชรสายหนึ่งนั่งนิ่งพิงหัวเตียงไม่ไหวติง ดวงตาที่เคยเอ่อคลอไปด้วยม่านน้ำใสฉายแววน่าเห็นใจ แพขนตางอนที่ไหวระริกบ่งบอกว่ากำลังหวาดกลัวลนลาน ท่าทางชวนเวทนาน่าสงสาร ไหนเลยยังจะมีหลงเหลือร่องรอยอยู่อีก 

ยามนี้ดวงตาของนางเย็นชา มุมปากยกยิ้มเย็นเยียบ

ไม่ใช่สาวใช้ตัวน้อยผู้หวาดกลัวขลาดเขลาเหมือนตอนอยู่ในโถงสอบสอนกับพ่อบ้านเหิงแต่อย่างใด

หญิงสาวค่อยๆ เลื่อนสายตามองเพื่อนร่วมห้องที่หลับสนิทไร้วี่แววตื่น ก่อนปรายตามองเรียบเรื่อยอย่างช้าๆ ไปทางเตียงอีกฝั่ง ซึ่งเคยมีอดีตสาวใช้นามซิวอิ๋งนอนอยู่

ทว่าบัดนี้นางผู้นั้น ...ตายไปแล้ว

ด้วยน้ำมือเจ้าของรอยยิ้ม

มุมปากสตรียิ่งนานยิ่งขยับยิ้มเลือดเย็น ...ชืดชา

ซิงเยว่มิรู้ว่าตนเองเป็นอันใด เหตุใดการฆ่าใครสักคนถึงทำให้เลือดลมพลุ่งพล่าน บางสิ่งในร่างกายคล้ายตื่นตัว ความขลาดเขลาหรือหวาดกลัวกริ่งเกรงอันพึงมีกลับไร้วี่แวว

หญิงสาวรู้สึกคล้ายกับมีคนผู้หนึ่งหลับใหลอยู่ในตัว และคนผู้นั้นค่อยๆ ตื่นขึ้นมา

ทว่าเพราะถูกปิดกั้นจากบางสิ่งทำให้การหลับใหลยังคงยาวนาน มิอาจตื่นได้เต็มตา

บทก่อนหน้า
บทถัดไป